วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562

ข่าวที่7


คนงานตก ถังสารเคมี ฟอกหนัง สยอง2ศพ

คนงานตก ถังสารเคมี  ฟอกหนัง สยอง2ศพ


สลดคนงานโรงงานฟอกหนังปากน้ำจมถังผสมสารเค มีเสียชีวิตอนาถ 2 ศพ ขณะเทสารเคมีผสมลงไปในถัง ถุงหล่น จึงลงไปเก็บ ก่อนจะหายไป เพื่อนอีกคนพยายามช่วยเหลือ ก่อนจะหายไปทั้งสองคน คาดสูดพิษจนขาดอากาศหายใจ
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 21 ก.พ. ร.ต.ท.สุนทราพร จาตูม ร้อยเวร สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งพบศพคนงานในถังปั่นหนัง ภายในโรงงาน บริษัท ทวีชัยแทนเนอรี่ จำกัด เลขที่ 182 ม.1 ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการรุดไปยังที่เกิดเหตุ
ภายในโรงงาน ที่บริเวณถังปั่นหนังแบบกลมที่มีอยู่ด้วยกันจำนวน 7 ถัง ที่ทำด้วยไม้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร ถังที่ 3 เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อนายทวีป ศิริอ่อน อายุ 36 ปี บ้านเดิมเลขที่ 48 ม.2 ต.หนองแซง อ.หันคา จ.ชัยนาท สภาพศพนุ่งกางเกงในตัวเดียว และนายสิทธิโชติ ฝอดสูงเนิน อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 842 ม.3 ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สภาพนุ่งกางเกงในตัวเดียวเช่นกัน เจ้าหน้าที่จึงนำศพทั้ง 2 ออกมาจากถัง ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผลทั้ง 2 คน

จากการสอบสวนนายอารี คนทองเมือง อายุ 44 ปี หัวหน้าคนงานซึ่งพบศพคนแรกให้การว่า ถังดังกล่าวเป็นถังที่ใช้ผสมสารเคมีเพื่อทำการฟอกหนัง เมื่อตอนเช้าวันนี้ ตนมาตรวจตามถังจนมาถึงถังดังกล่าว พบศพคนงานทั้ง 2 คนที่ตกไปในถังดังกล่าว จึงรีบแจ้งโรงงาน
พบว่าในโรงงานมีกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิด พบว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา นายทวีป ผู้เสียชีวิตคนแรก นำสารเคมีมาเทใส่ในถัง ขณะกำลังใส่สารเคมีอยู่นั้น ถุงสารเคมีหล่นลงไปในถัง นายทวีปจึงลงไปเก็บถุงสารเคมี ทำให้หล่นลงไปในถัง ขณะเดียวกัน นายสิทธิโชติเดินมาพบจึงลงไปช่วยนายทวีป แต่ภายในถังไม่มีอากาศหายใจ ทำให้นายสิทธิโชติหล่นลงไปเสียชีวิตด้วยกัน
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมอบศพให้มูลนิธินำส่งสถาบันนิติเวช เพื่อผ่าศพตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

ข่าวที่6



ร้องกรมโรงงาน-DSI โรงงานระยองลอบขนย้ายฝังกรดพิษ

ร้องกรมโรงงาน-DSI โรงงานระยองลอบขนย้ายฝังกรดพิษ

เครือข่ายภาคตะวันออก ร้องกรมโรงงาน-DSIตรวจโรงงานมาบตาพุดลอบฝังกรดอะซิติก เผย 9ก.ย.ชุมนุมล่า1หมื่นชื่อยื่นสภาดัน พรบ.องค์การอิสระสวล.-สุขภาพ
นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เปิดเผยว่า มีโรงงานแห่งหนึ่ง ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง เจ้าของโรงงานเป็นชาวอินเดีย แต่ปัจจุบัน ชาวไต้หวัน มาเทคโอเวอร์ เปิดกิจการด้านปิโตรเคมี มีพื้นที่ที่ยังไม่ได้ขยายโรงงาน มีรั้วล้อมรอบ
โดยได้นำสารเคมีที่เหลือใช้ซึ่งเป็น กรดอะซิติค นำไปฝังกลบในพื้นที่ดังกล่าวของโรงงาน โดยไม่มีการผ่านภาชนะแต่อย่างใด ซึ่งมีโลหะหนักหากละลายน้ำจะไปเร่งปฏิกิริยา ทำให้น้ำใต้ดินมีโลหะหนักปนเปื้อน ซึ่งจะมีผลกระทบน้ำบ่อตื้นในชุมชนในพื้นที่มาบตาพุด
นายสุทธิ กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งหน่วย ดีเอสไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้เข้าตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว เนื่องจากหลังข่าวแพร่ออกไปทำให้โรงงานดังกล่าวตื่นตระหนก ประกอบกับศาลปกครองระยอง ได้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ โรงงานจะต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น จึงรีบดำเนินการว่า จ้างรถแบ็คโฮขุด กรดอะซิติค ใต้พื้นดินขึ้นมาไปฝังกลบที่ใดไม่มีใครทราบ ขณะนี้แจ้ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด
"ในวันที่ 9 กันยายน จะมีการรวมพลังคนระยอง ที่หน้าสำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมืองระยอง และให้ประชาชนที่มาร่วมแสดงพลังเตรียมสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.อิสสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ"

นายสุทธิ กล่าวด้วยว่าจะนำรายชื่อจำนวน 10,000 ชื่อ ไปยื่นสภาเพื่อให้ทางรัฐบาลนำไปบรรจุ และพิจารณากฎหมายภาคประชาชน อยากเห็น พ.ร.บ.องค์การอิสสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้เห็นว่า คนระยองทุกวันนี้มีความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้ขัดขวางการขยายโรงงานอุตสาหกรรม แต่ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายทุกฉบับ
ที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนบ้าง และเป็นการรวมพลังอย่างสงบ ในวันนั้นจะเชิญ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน รองหน.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งท่านก็ให้ความสนับสนุนกับเรื่องนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่ยอม เช่นเดียวกับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และอาจารย์คมสัน โพธิ์คง นักกฎหมายนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รวมทั้งนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมาให้ความเห็นว่ากฤษฎีกาตีความ ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร
ด้าน นายเจริญ เดชคุ้ม ชาวบ้าน 1 ในผู้ร่วมฟ้องศาลปกครองระยอง ให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ในอดีตสมัย นายวิระ มาวิจักขณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รับปากคนมาบตาพุด จะจัดทำประปาให้คนมาบตาพุด 25 ชุมชน 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีบางชุมชนเท่านั้น บางวันเปิดก๊อกน้ำขุ่นดำมีกลิ่นตามมาด้วย
ทั้งนี้ จากการสำรวจน้ำบ่อตื้น จำนวน 80 บ่อมีสารเคมีปนเปื้อนทั้งหมด ชาวบ้านต้องอาศัยน้ำบ่อตื้น ต้องมีชีวิตเสี่ยงอยู่กับการบริโภคน้ำบ่อ เพราะไม่มีน้ำประปาดื่ม

ข่าวที่5





สารเคมีรั่วโรงงานฟอกยีนส์ หาม 20 คนงานส่งรพ.



สารเคมีรั่วโรงงานฟอกยีนส์ หาม 20 คนงานส่งรพ.



(6 เม.ย.) เมื่อเวลา ประมาณ 09.50 น. รับแจ้งเกิดเหตุ สารเคมีรั่วไหลจาก โรงงานฟอกยีนส์ บริเวณถนนสาย 345 บางคูวัด อ.เมืองปทุมธานี ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานฟอกยีนส์ ของ บริษัท วี.อาร์.วอชชิ่ง จำกัด เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำคนงาน ออกมาจากภายในโรงงาน จำนวน 20 กว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว และอาเจียน นำส่งโรงพยาบาลปทุมธานี จากการสอบถามเจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เมืองปทุมธานี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้ง เกิดเหตุดังกล่าว จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
เบื้องต้นทราบว่า เกิดจากความผิดพลาดของการต่อท่อภายในโรงงาน จึงทำให้เกิดสารเคมีรั่วไหลออกมา แต่ยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุ และเป็นสารเคมีชนิดใดได้ เนื่องจาก ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบภายในโรงงานได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการลำเลียงคนงาน ออกมาจากโรงาน เพื่อนำส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้เสียชีวิตนั้น ยังไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด
จากการสอบถาม นางสาวทัศวรรณ วงศ์คำซาว์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้แจ้งว่า เมื่อช่วงเช้าได้มีรถบรรทุกสารเคมี สำหรับฟอกยีนส์ นำมาส่งให้ภายในโรงงาน ขณะที่นำสารเคมีเข้าถังเก็บ ซึ่งมีการสั่งสารเคมี จำนวน 2 ตัว แต่คนขับรถได้ต่อท่อเข้าถังเก็บผิดถัง ทำให้สารเคมีเกิดทำปฏิกิริยา มีกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก ทำให้คนงานที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเกิด มีอาการหมดสติไป จึงนำส่ง ร.พ.ดังกล่าว ส่วนภายในโรงงาน ขณะนี้ได้ปิดทำการชั่วคราว

ความคืบหน้า กรณีเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานฟอกยีนส์ บริเวณ ถ.สาย 345 บางคูวัด อ.เมืองปทุมธานี ซึ่งที่เกิดเหตุเป็น โรงงานฟอกยีนส์ ของ บริษัท วี.อาร์.วอชชิ่ง จำกัด โดยมีคนงาน จำนวน 20 กว่าราย มีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว และอาเจียน เนื่องจาก สูดดมสารเคมีเข้าไป เบื้องต้น จากการตรวจสอบ พบว่า สาเหตุที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการเทน้ำยาที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ลงไปในตัวเครื่องที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของโรงงาน ซึ่งตัวเครื่องเป็นสนิม จึงทำให้เกิดการรั่วไหล จึงทำให้ส่งกลิ่นไปทั่วทั้งโรงงาน และมีคนงานได้รับบาดเจ็บดังกล่าว โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการล้างเครื่องบำบัดน้ำเสียดังกล่าวแล้ว และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ ทางโรงงานได้หยุดพักการทำงาน โดยให้คนงานเข้าทำงานในช่วงบ่ายนี้








ข่าวที่4



สารเคมีรั่วในสระว่ายน้ำ หามเด็กส่ง รพ. นับสิบราย

สารเคมีรั่วในสระว่ายน้ำ หามเด็กส่ง รพ. นับสิบราย



เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลา 20.00 น. ของวันที่ 13 มี.ค. เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพต้องระดมกำลังมาช่วยเหลือเด็กนักเรียนกว่า 20 คน ที่สำลักกลิ่นเหม็นของสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ภายในสนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น หลังสารเคมีที่ผสมเตรียมไว้เกิดปฏิกิริยารั่วออกมา ขณะที่เด็กกำลังเรียนว่ายน้ำภาคฤดูร้อน  โดยเจ้าที่กู้ภัยนำเด็กที่สูดกลิ่นเหม็นของสารเคมีนำส่งโรงพยาบาลขอนแก่น จำนวน 9 ราย ส่วนที่เหลือผู้ปกครองได้มารับตัวนำกลับบ้าน
สาเหตุเบื้องต้นเกิดจากถังผสมสารเคมีสำหรับใช้ในการตกตะกอน ที่เจ้าหน้าที่ดูแลสระว่ายน้ำผสมไว้สารเคมีสำหรับให้น้ำตกตะกอน ประกอบด้วย โซดาแอช จุนสี สารส้ม ได้ทำปฏิกิริยาขึ้น แล้วเกิดควันพุ่งออกจากถังผสมสารเคมี จึงทำให้กลิ่นฟุ้งกระจายไปทั่วสระว่ายน้ำที่ขณะนั้นมีเด็กกำลังเรียนว่ายน้ำ
ทางเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย เขต6 ขอนแก่น ได้นำเครื่องดูดกลิ่นออกจากตัวอาคาร เพื่อเตรียมเข้าไปดูจุดห้องผสมสารเคมี โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถไล่กลิ่นเหม็นคลอรีนออกจากพื้นที่สระว่ายได้ทั้งหมด
ตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เข้าตรวจสอบสระว่ายน้ำ พร้อมกับสอบปากคำคนดูแลวระว่ายน้ำเพิ่มเติม  พร้อมเข้าไปตรวจสอบภายในสระว่ายน้ำ พบว่าน้ำมีสีขุ่นและมีฟองอากาศ
จากนั้นได้นำขวดน้ำเก็บน้ำภายในสระไว้ ก่อนที่จะเดินทางไปยังโรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลราชพฤกษ์ และโรงพยาบาลขอนแก่นราม เพื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ที่เข้ารักษาตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุระหว่าง 5-10 ปี  เบื้องต้นทางแพทย์ได้อนุญาตให้ผู้ที่เข้ารักษาตัวทั้ง 9 คน เดินทางกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อย
ขณะที่ทางสระว่ายน้ำได้ประกาศหยุดให้บริการเป็นเวลา 2 วัน คือวันที่ 14-15 มีนาคม 2559 และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันพุธที่ 16 มีนาคม 2559
และในเวลา 09.00 น. นายพงษ์ศักดิ์  ตั้งวานิชพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จะเดินทางมาตรวจสอบร่วมกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงสาเหตที่เกิดการรั่วไหลของสารเคมีในครั้งนี้

ข่าวที่3

เกษตรกรไทยเจ๋ง! นำตะกร้าครอบปากวัว ป้องกันแทะเล็มหญ้าข้างทางที่มีสารเคมีปนเปื้อน

เกษตรกรไทยเจ๋ง! นำตะกร้าครอบปากวัว ป้องกันแทะเล็มหญ้าข้างทางที่มีสารเคมีปนเปื้อน



(5 มิถุนายน 2561)  ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ นางอรทัย อาจจุฬา อายุ 51 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวบ้านเก่างิ้ว ตำบลห้วยยาง อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งกำลังต้อนวัวไปเข้าคอก จากการสังเกตพบว่า วัวแต่ล่ะตัวจะมีตะกร้าพลาสติกครอบอยู่ที่บริเวณปาก คล้ายกับการครอบตะกร้อที่ปากสุนัขเป็นที่ประหลาดใจให้กับผู้พบเห็น
จากการสอบถาม นางอรทัย ทราบว่า ได้เลี้ยงวัวไว้ทั้งหมด 6 ตัว ทุกๆ เช้าจะต้อนวัวจากที่บ้านมาไว้ที่คอกเพื่อทำการให้อาหารเพื่อความสะดวก เนื่องจากช่วงนี้ของปีตนเองต้องไปทำนา จึงไม่มีเวลาดูแลวัว ส่วนเหตุที่ต้องนำตะกร้ามาครอบปากวัวไว้นั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้วัวแทะเล็มหญ้าบริเวณที่ต้อนวัวผ่าน  เนื่องจากช่วงนี้ เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูทำนาทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีฉีดพ่นกำจัดวัชพืช ดังนั้นถ้าวัวกินเข้าไปก็จะได้รับอันตราย
และอีกเหตุผลหนึ่งก็การดัดนิสัยเพื่อเวลาต้อนวัวทำให้วัวเดินเร็วขึ้นไม่ต้องเสียเวลาแวะเล็มหญ้า โดยได้ทำมานานหลายปีแล้ว ช่วงแรกก็มีเพื่อนบ้านมาแซวในความแปลก เนื่องจากคิดกันว่าสงสัยวัวฝูงนี้จะดุจนต้องมีตะกร้อมาครอบปาก แต่เมื่อเห็นว่าวิธีการนี้ได้ผลก็เริ่มมีเพื่อนๆ นำไปทำบ้าง แต่ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ตาข่ายแทน เพื่อเป็นการประหยัด ส่วนวิธีการต้อนวัวแบบนี้ใครสนใจจะนำไปใช้ นางอรทัยก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์




ข่าวที่2

ว่าฯน่าน เรียกประชุมด่วน คณะทำงานแก้ปัญหา “สารเคมีปนเปื้อน”










หลังจากรายการ “พลิกปมข่าว ไทยพีบีเอส” นำเสนอรายงานเรื่องสารเคมีในแหล่งน้ำ ในพื้นที่ จ.น่าน เมื่อวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้สำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาค 3 ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าว เก็บตัวอย่างน้ำในพื้นที่จากแหล่งต่างๆ เพื่อตรวจสอบ และให้รายงานมาโดยเร็วที่สุด
กรณีดังกล่าวสร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานราชการในพื้นที่หลายหน่วย ทั้งภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน และแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม
แต่ตรงกันข้ามกลับสร้างความไม่พอใจให้กับข้าราชการระดับสูงในจังหวัดน่านบางคน โดยมีการเขียนข้อความผ่านไลน์ ในกลุ่ม “ประชารัฐน่าน” ซึ่งมีผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวประมาณ 100 คน ระบุตอนหนึ่งว่า
“มหาวิทยาลัยที่เสนอวิจัยนี้ ควรเสนอทางออกด้วย นอกจากสะท้อนปัญหา ทำให้สังคมแตกตื่น หรือไม่ก็สะท้อนปัญหาให้ผู้ว่าฯ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ออกข่าว หวังสร้างชื่อเสียงจากผลงานวิจัย”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง บิ๊กขรก.น่านไม่พอใจข่าว “สารเคมีปนเปื้อน” โวยผ่านไลน์ “ทำสังคมแตกตื่น”

ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า งานวิจัยดังกล่าวมีการนำเสนอกับพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2557 และมีการเปิดเวทีสาธารณะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ พร้อมทั้งนำเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร กระทั่งถูกนำมาเปิดเผยในรายการพลิกปมข่าว ของไทยพีบีเอส
ความคืบหน้าเรื่องนี้ วันนี้ (10 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์รายงานว่า ล่าสุดวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าฯ น่าน ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงหน่วยงานต่างๆ เชิญ “คณะทำงานบริหารจัดการปัญหาการใช้สารเคมีภาคการเกษตร จังหวัดน่าน” และผู้ที่เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกันในวันที่ 12 ก.ค.2559 เวลา 13.30-16.30 น. ที่ห้องประชุม 1 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน
เอกสารดังกล่าวระบุว่า
เรื่อง ขอเชิญประชุม
เรียน
สิ่งที่ส่งมาด้วย ระเบียบวาระการประชุม จำนวน 1 ฉบับ
ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการสาธารณสุขจังหวัดน่าน ที่ 15309/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตามพระรบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 จังหวัดน่าน ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2557 เนื่องจากได้ปรากฎข่าว เรื่องการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตร ในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยการนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในช่วงข่าวค่ำ รายการพลิกปมข่าว ระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2559 นั้น
จังหวัดน่านจึงขอเชิญ คณะทำงานบริหารจัดการปัญหาการใช้สารเคมีในภาคการเกษตร จังหวัดน่าน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 เวลา 13.30-16.30 น. ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
จึงเรียนมาเพื่อทราบและพิจารณาเข้าร่วมประชุมต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ
ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน


ข่าวที่1

กิดเหตุสารเคมีรั่วไหลชั้นใต้ดินตึกเอสซีบี ปาร์ค เบื้องต้นเสียชีวต 5 คน






เกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลในชั้นใต้ดินอาคารเอสซีบีปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 5 คน
วันนี้ (13 มี.ค.2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น.เกิดกลุ่มควันบริเวณชั้นใต้ดิน ชั้นที่ 2 ของ อาคารเอสซีบีปาร์ค ที่ตั้งของธนาคารพาณิชย์สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก แขวงจตุจักร เขตจตุจักร จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงคาดว่าเป็นเหตุสารเคมีรั่วไหลขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อเข้าดูแลสถานการณ์
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบว่าต้นเพลิงอยู่ที่ห้องมั่นคงนิติกรรมหลักประกัน บริหารหลักประกัน ก่อนเกิดเหตุห้องดังกล่าวมีช่างรับเหมาก่อสร้างเข้าซ่อมแซม ระหว่างทำการปรับปรุงห้องเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับถังดับเพลิงทำให้มีกลุ่มควันจำนวนมาก มีผู้ติดค้างและมีอาการสำลักควันและสารพิษ
ด้านธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุเพลิงไหม้แต่เกิดจากผู้รับเหมาซึ่งเข้าไปทำงานในชั้นใต้ดินไปถูกระบบดับเพลิงทำให้เกิดกลุ่มควัน
เวลา 23.30 ศูนย์เอราวัณรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุสารเคมีรั่วไหลที่อาคารเอสซีบี ปาร์คจำนวน 5 คน บาดเจ็บ 12 คน นำตัวส่ง รพ.วิภาวดี 1 คน รพ.เกษมราษฎร์ 3 คน รพ.เมโย 5 คน และ รพ.ราชวิถี 3 คน
ด้าน รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า ถังดับเพลิงเป็นระบบไพโรเจนไม่ใช่ไฮโดรเจน เนื่องจากไฮโดรเจนติดไฟไม่นำมาใช้ดับเพลิง